นิทานเวียดนาม (เพิ่มรูป)

posted on 11 Jul 2008 21:11 by chibinanno  in tales

นิทาน -เวียดนาม 

 "จอมกะล่อน... "

          กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนพากันเรียกว่า จอมกะล่อน เขาเป็นเด็กฉลาด  แต่ก็เหมือนกับชื่อของเขาที่บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า คือ เขาใช้ความฉลาดส่วนใหญ่ไปในการเที่ยวพูดโป้ปดมดเท็จต่างๆนานา  เขาสนุกสนานกับการหลอกคนอื่นได้รอบบ้าน ไม่มีผู้ใดรอดจากการเป็นเหยื่อให้เขาหลอกต้มไปได้เลย  แม้แต่ป้าและลุงผู้ซึ่งเลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่หลังจากพ่อแม่ของเขาตายจากไป

          วันหนึ่งลุงของเขาออกไปไถนา  ซึ่งอยู่ห่างจากบ่านไปไม่ไกลนัก  ส่วนป้าก็อยู่บ้านทำงานบ้าน  ขณะที่เขาเฝ้าดูป้าทำอะไรง่วนอยู่ในครัว  พ่อจอมกะล่อนก็เกิดความคิดแวบขึ้นมา  นึกกลวิธีที่จะล้อป้าและลุงของตนออกมาได้อย่างหนึ่ง  เขารีบย่องออกจากบ้านวิ่งไปท้องนาที่ลุงกำลังไถอยู่

          "ลุงครับ ลุง"  เขาตะโกนเรียกลุงเมื่อเขาวิ่งไปถึงนา

          "กลับบ้านเดี๋ยวนี้เร็วๆเข้า ป้าตกกระไดลงมา เลือดโชกทีเดียว ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี"

          ลุงเผ่นผลุงกลับบ้านทันทีโดยไม่ทันพูดอะไรสักคำ  แต่พ่อจอมมุสากลับวิ่งไปตามทางลัดตัดถึงบ้านก่อนหน้าลุงจะไปถึง  เขาวิ่งถลันเข้าไปในบ้าน ตะโกนลั่น

          "ป้าครับป้า ลุงถูกควายขวิดที่ท้องนาแน่ะ  ดูเหมือนขวิดเอาท้องทะลุเลย  ไปเร็วๆเถอะครับเดี๋ยวลุงจะตายเสีย"

          เขาพูดยังไม่ทันจบ  ป้าก็วิ่งถลาออกจากบ้านไปแล้ว  เขามองตามหลังป้าไปแล้วก็หัวเราะยิงฟันสนุกสุขใจเป็นกำลัง  และเข้าไปหลบซ่อนอยู่หลังบ้าน

          ป้าออกวิ่ง  วิ่งอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขาจะพาตัวแกไปไหว  กระนั้นก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ทันใจ  พอถึงหัวเลี้ยวตรงมุมถนน  ป้าก็ชนโครมเข้าให้กับใครคนหนึ่ง  สามีของป้านั่นเอง  กำลังหอบแฮ่กๆเหงื่อโซมกาย  ทั้งคู่มองดูกันอย่างตะลึงพรึงเพริดพูดไม่ออก

          "ไอ้จอมโกหกนั่นอีกแล้ว"  ทั้งสองคนรู้ทันทีว่าโดนเล่ห์เก๊ของเจ้าหลานชายเข้าอีกแล้ว  ทั้งลุงและป้าโมโหโกรธาใหญ่

          "ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเสียทีที่จะยอมให้อ้ายตัวร้ายมันหลอกเรา" ลุงพูดออกมา

          แล้วทั้งสองคนก็เข้าบ้าน  พบพ่อจอมกะล่อนซ่อนอยู่หลังบ้าน  จึงลากตัวมาใส่ลงในกรงไม้ไผ่กรงใหญ่  ปิดฝาเสียแน่นหนา

          "อยู่ในนี้แหละ  จนกว่าตะวันจะตกดิน"  ลุงว่า  "แล้วป้าของเจ้ากับข้าจะลากกรงไปโยนลงแม่น้ำ  เจ้าจะได้ไม่เที่ยวพูดโกหกพกลมหลอกใครๆอีก"

          ตกเย็นป้าและลุงก็หามกรงไปที่แม่น้ำ  ขณะที่โยนลงในแม่น้ำ  พ่อจอมกะล่อนก็ร้องออกมาว่า

          "คุณลุงคุณป้าครับ  ผมรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว  ผมก็พร้อมแล้วที่จะก้มหน้ารับโทษ  แต่ได้โปรดทำอะไรให้ผมสักอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเถิดครับ  ผมมีหนังสือเล่มหนึ่ง  ชื่อศิลปะแห่งการพูดปด  ผมแอบเก็บไว้ข้างหลังกระบุงข้าวที่ในบ้าน  ขอหนังสือเล่มนั้นให้ผมก่อนเถิดครับ  ผมจะได้เอาไปอ่านในนรกด้วย"

          ทั้งลุงทั้งป้าต่างก็ไม่ใจร้ายที่จะปฎิเสธคำขอร้องสุดท้ายของหลานชายได้ลงคอ  นอกจากนั้นลุงก็ชักอยากจะรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นบอกไว้ว่ากระไรบ้าง  ลุงและป้าจึงกลับบ้านไปเอาหนังสือมาให้หลานชาย ขณะที่ยอดกระล่อนคอยอยู่ในกรง  ชายตาบอดคนหนึ่งก็เดินมาตามริมแม่น้ำ  เด็กหนุ่มก็ตะโกนเรียก

          "คุณตาบอดครับ  โปรดมาทางนี้หน่อยครับ  ถ้าคุณอยากให้นัยน์ตามองเห็นอีก" 

          ชายตาบอดได้ยินเสียงเรียกก็คลำทางมาที่กรงไม้ไผ่  เด็กหนุ่มก็บอกว่า 

          "เร็วๆหน่อยครับ  รีบแก้เชือกที่ฝากรงก่อน  แล้วผมจะบอกวิธีรักษาตาของคุณให้หายบอด"

         ชายตาบอดเอามือคลำๆกรงไป  จนในที่สุดก็จัดการเปิดฝาออกมาได้  ทันทีที่ฝากรงเปิด  พ่อจอมกระล่อนก็กระโดดผลุงออกจากกรงวิ่งอ้าวไปเสียแล้ว เมื่อลุงกับป้ากลับมาหมายจะบอกหลานชายว่าหาหนังสือไม่พบ  หลานชายก็หายไปจากกรงเสียแล้ว  เห็นแต่ชายตาบอดมายืนอยู่แทนที่  คอยรับรู้ว่าจะรักษานัยน์ตาด้วยวิธีใด  ทั้งสามคนโดนตุ๋นอีกครั้งหนึ่งจนได้

          ยอดกระล่อนวิ่งฝ่าเข้าไปในกอไม้ไผ่กอหนาใกล้แม่น้ำนั้น  ขณะที่เขาเดินเที่ยวสำรวจหาทางออกจากกอไผ่  บังเอิญไปพบหม้อเก่าๆเข้าใบหนึ่ง  ในหม้อมีทองคำเต็ม  โชคดีเสียนี่กระไร  เขาเอาทองกลับบ้านไปให้ป้ากับลุง

          น่าขอบใจมหาสมบัตินั่นแท้ๆ  ครอบครัวของเขาร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว  ตอนนี้ป้ากับลุงยอมรับแล้วว่า  ยิ่งดุด่าหลานชายเท่าใด  ก็ไม่ทำให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนนิสัยของเขาได้เลย  ทั้งสองคนจึงคิดว่า  บางทีถ้าเราหาผู้หญิงที่ดีๆ  ให้แต่งงานกับมันสักคนหนึ่ง  เจ้าเด็กหนุ่งนี่อาจยุติการปั้นน้ำเป็นตัว  เลิกเที่ยวเตร่ไม่ทำการทำงานเสียได้กระมัง

         แกจึงให้หลานชายแต่งงานกับสาวนางหนึ่งในหมู่บ้าน  ดูท่าว่าการแต่งงานจะช่วยแก้ปัญหาไปได้ระยะหนึ่ง  แต่สองสามเดือนต่อมาป้าและลุงเกิดตายลง  พ่อจอมกระล่อนเริ่มเที่ยวโป้ปดมดเท็จหลองโกงผู้คนต่อไปเหมือนอย่างเคยอีก

          วันหนึ่งเขาเข้าไปเตร็ดเตร่อยู่ในป่า  ไปพบเอาลูกเสือสองสามตัวนอนอยู่บนหญ้า  เนื่องจากเขาเป็นหนุ่งนิสัยเลว  จึงจับลูกเสือเหล่านั้นมาหักอุ้งเท้ามันเสีย  ลูกเสือพากันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด  พลัน  เขาก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างน่าสะพึงกลัวออกมาจากที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆ  คงเป็นแม่ของลูกเสือเหล่านั้นนั่นเอง  จอมมุสาจึงรีบวิ่งไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้...

          ชั่วครู่ต่อมาเสือแม่ลูกอ่อนก็วิ่งมาหาลูก  พอเห็นลูกกำลังเจ็บปวดทุรนทุรายเพราะอะไร  มันก็คาบลูกไปที่โคนต้นไม้เล็กๆต้นหนึ่ง  ซึ่งมีใบสีเขียวๆ  มันทึ้งใบไม้สองสามใบจากต้นใส่ปากเคี้ยว  แล้วก็คาบใบไม้ในปากออกใส่อุ้งเท้าของลูกๆ แล้วพ่อยอดกระล่อนก็อัศจรรย์ใจเหลือ ที่ภายในไม่กี่นาทีแผลของลูกเสือก็หายเป็นปลิดทิ้งเจ้าหนุ่มคอยทีอยู่จนเสือทั้งแม่ลูกไปแล้ว  เขาก็ขุดต้นไม้นั้นนำมาบ้าน  เอามาปลูกในสนาม  ตั้งชื่อว่า ต้นไทร

          นับแต่วันนั้นมา  เขาเฝ้าดูแลต้นไม้อย่างระวังระไว  บอกแก่ภรรยาว่า  เทพเจ้าให้ต้นไม้นี้แก่เขา  ใบของมันรักษาแผลได้ทุกชนิด  รักษาโรคภัยได้สารพัดแม้กระทั่งช่วยคนตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาก็ยังได้  ขอให้ภรรยาของเขาคอยรักษาต้นไม้ให้สะอาดสะอ้าน 

         " อย่าเอาขยะมูลฝอยไปเทที่โคนต้นนะ  ถ้าขืนทำต้นไม้จะเหาะหนีไปเสีย เขาพร่ำเตือนแล้วเตือนอีก

          แรกๆภรรยาก็ทำตามที่สามีบอก  แต่ไม่ช้านางก็ขัดใจกับสามีที่รักต้นไม้มากกว่าตัวนาง  นางเบื่อที่จะฟังคำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าของสามีอลู่แล้วด้วย  วันหนึ่งเกิดวิวาทกันขึ้นเรื่องต้นไม้  นางจึงอารมณ์เสียสุดจะยับยั้ง  ตะโกนใส่เขาว่า  " ข้าจะเอาขยะไปเทใส่ต้นไม้เสียเมื่อไหร่ก็ได้  ถ้าข้าอยากจะทำ"

          ด้วยความโมโหขึ้นมา  นางจึงเอาถังใส่ขยะเต็มออกไปจากครัว  เทพรวดลงไปที่โคนดังโครมใหญ่  ทันใดนั้นต้นไม้ก็เริ่มสั่นไหวไปทั้งต้น  ค่อยๆถอนรากถอนโคนขึ้นจากดิน  ค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ จอมกระล่อนแลเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็วิ่งถลันไปที่ต้นไม้  เอามือฉวยรากยึดได้รากหนึ่ง 

          แต่ต้นไม้ก็คงลอยขึ้นไปเรื่อยๆลิ่วๆขึ้นสู่ท้องฟ้า  มีพ่อจอมกระล่อนห้อยต่องแต่งอยู่ที่รากไม้  ต้นไทรลอยลิ่วขึ้นไปจนในที่สุดก็ถึงดวงจันทร์  ต้นไม้จึงติดอยูในดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นตลอดมา

          ถ้าท่านมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ก็จะแลเห็นเงาต้นไทรปรากฎอยู่ภายในดวงจันทร์  มียอดกระล่อนนั่งพิงอยู่ที่โคนต้น  โดยเฉพาะในเวลาที่ท้องฟ้าใสสะอาด  และจันทร์เพ็ญทอแสงสุกสกาว  ประชาชนชาวเวียดนามว่าไว้ดังนี้

                            ************************************************

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

น้ดเพเถืย่จยจopen-mounthed smile confused smile

#1 By (118.172.168.197) on 2009-07-25 12:00

thank..................  นะจ๊ะ

#2 By tin (103.7.57.18|115.67.0.160) on 2012-06-11 18:44

angry smile มีเรื่องอื่นอีกไหมเนี่ย PLASE

#3 By CHANUNYA (103.7.57.18|14.207.183.50) on 2012-11-19 21:06

#4 By สีเส้ส (103.7.57.18|182.93.207.203) on 2013-07-09 10:10

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry  ชอบมากเลยอะ
ชอบจุงเบยๆๆๆๆๆๆ บอกตง

#5 By ไม้ (49.230.135.191|49.230.135.191) on 2014-03-03 17:06

   มีอะไรให้เล่นอีกไหมล่ะ
angry smile angry smile tongue tongue มีปัญญาเเค่นี้เหลอ
embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed cry cry cry double wink double wink double wink big smile big smile open-mounthed smile open-mounthed smile confused smile confused smile sad smile sad smile angry smile angry smile tongue tongue question question embarrassed embarrassed surprised smile surprised smile wink wink double wink double wink cry cry

#6 By (49.230.135.191|49.230.135.191) on 2014-03-03 17:12

บ้านอยู่ดอนเจดีญ์ร้านขายดอกไม้ ท้ายตลาดจ๊ะ
มามีเรื่องกันป่าว

#7 By สุพรรณิกา ดอนจันมาตย์ (49.230.135.191|49.230.135.191) on 2014-03-03 17:17